ฝันติดปีก "ที่มีจริง" ของผมเริ่มต้นมาจาก ฝันที่ไม่มีปีกมันไม่มีแม้กระทั้งความคิดที่จะหาปีกมาติดหรือความพยายามที่จะหามันมาแม้ผมจะหามันมาได้หรือไม่ได้ก็ตาม ฝันของผมมันใหญ่มากครับ มันใหญ่เกินตัวผมจากฝันมันกลายเป็นการเพ้อฝันและเพ้อเจ้อ ว่าแล้วมาเริ่มต้นความฝันของผมกันเลยครับ
ฝันแรก : นักศิลปะ
ตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนพาณิชย์แห่งหนึ่ง สาขาบัญชี แต่อันที่จริงแล้วผมอยากเรียนช่างศิลปแต่พ่อไม่ให้เรียนครับ เนื่องจากกล้วจะไปมีมีเรื่องตีรันฟันแทงกับสถาบันอื่นหรือง่ายๆ กลัวผมตายนั่นแหละ และหยิบประเด็นว่าเรียนจบมาจะทำมาหากินอะไรนอกจากเป็นศิลปินไส้แห้งวาดกำแพงวัด ทั้งๆ ที่มันเป็นได้มากกว่านั้น แต่ทำไงได้ใจมันรักนี่ครับยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ ไม่รอช้าเริ่มทำตามความฝันเลยครับ ผมหยุดเรียนมั้ง โดดเรียนมั่ง จนอาจารย์เชิญผู้ปกครองไปโรงเรียน ทำแบบนี้จนโดนเรียกแล้วเรียกอีก แล้วผมก็ตัดสินใจพูดต่อหน้าอาจารย์และต่อหน้าพ่อกับแม่ไปว่า ผมไม่ชอบเรียนบัญชีผมชอบวาดรูป และแล้วที่ผมทำไปก็สำเร็จครับ พ่ออณุญาตให้ผมย้ายไปเรียนช่างศิลป ผมยอมทิ้งการเรียนปี 1ที่พาณิชย์ เพื่อไปเริ่มต้น ปี 1 ใหม่ที่ช่างศิลป ถือว่าความฝันที่จะเป็นศิลปินมันได้เปิดทางแล้วครับ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ดีจนขนาดอาจารย์มายึดรูปที่ผมวาดไปด้วยเหตุผลที่ว่าผมไปขโมยรูปของพี่ปี 3 ไป เพราะงานแบบนี้เด็กปี 1 ยังไม่สามารถวาดรูปขนาดนี้ได้ น่าจะเป็นเพราะรูปที่ผมวาดเป็นรูปหนุมานที่ร่างเสร็จเรียบร้อย ที่ลงลายกระหนก และ ลายกระจังตาอ้อยแบบละเอียดไว้ที่กางเกง ถามว่าเสียดายมไหมผมเสียดายมากครับ กลับกันผมกลับดีใจกว่าเสียใจด้วยซ้ำ เพราะผมอยู่ปี 1 แต่สามารถสร้างงานระดับ ปี 3 ได้ ก็ไม่ธรรมดาแล้วครับ แต่แล้วทางก็ไม่ได้ราบรื่นตลอด เมื่อผมติดเพื่อน ติดเที่ยว และ ติดแฟน จนผมเรียนถึงปี 2 ผมมีลูก ผมกับแฟนก็ต้องดรอปเรียนเพื่อไปเลี้ยงลูก จนเวลาผ่านไป 3 ปี ผมกลับไปเรียนต่อไม่ได้แล้วครับ เนื่องจากเกินเวลาที่ทางโรงเรียนกำหนด แล้วในที่สุดเส้นทางนักศิลปินของผมก็ได้จบลงนับตั้งแต่ผมมีลูกครับ เพราะผมไม่คิดเรียนต่อหรือแม้ที่ฝึกวาดรูปอีกต่อไป
วันนี้ดึกแล้วผมขอหยุดไว้ที่ฝันแรกก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาต่อฝันที่ 2 ให้เพื่อนๆ ได้อ่านและลุ้นตามต่ออีกแน่นอน ฝันผมมันเยอะจริงอะไรจริง ฮ่าๆๆ ยังไงวันนี้ก็ขอให้เพื่อนๆ นอนหลับฝันดีกันทุกๆ คนนะครับแล้วเจอกัน
ฝันแรก : นักศิลปะ
ตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนพาณิชย์แห่งหนึ่ง สาขาบัญชี แต่อันที่จริงแล้วผมอยากเรียนช่างศิลปแต่พ่อไม่ให้เรียนครับ เนื่องจากกล้วจะไปมีมีเรื่องตีรันฟันแทงกับสถาบันอื่นหรือง่ายๆ กลัวผมตายนั่นแหละ และหยิบประเด็นว่าเรียนจบมาจะทำมาหากินอะไรนอกจากเป็นศิลปินไส้แห้งวาดกำแพงวัด ทั้งๆ ที่มันเป็นได้มากกว่านั้น แต่ทำไงได้ใจมันรักนี่ครับยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ ไม่รอช้าเริ่มทำตามความฝันเลยครับ ผมหยุดเรียนมั้ง โดดเรียนมั่ง จนอาจารย์เชิญผู้ปกครองไปโรงเรียน ทำแบบนี้จนโดนเรียกแล้วเรียกอีก แล้วผมก็ตัดสินใจพูดต่อหน้าอาจารย์และต่อหน้าพ่อกับแม่ไปว่า ผมไม่ชอบเรียนบัญชีผมชอบวาดรูป และแล้วที่ผมทำไปก็สำเร็จครับ พ่ออณุญาตให้ผมย้ายไปเรียนช่างศิลป ผมยอมทิ้งการเรียนปี 1ที่พาณิชย์ เพื่อไปเริ่มต้น ปี 1 ใหม่ที่ช่างศิลป ถือว่าความฝันที่จะเป็นศิลปินมันได้เปิดทางแล้วครับ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ดีจนขนาดอาจารย์มายึดรูปที่ผมวาดไปด้วยเหตุผลที่ว่าผมไปขโมยรูปของพี่ปี 3 ไป เพราะงานแบบนี้เด็กปี 1 ยังไม่สามารถวาดรูปขนาดนี้ได้ น่าจะเป็นเพราะรูปที่ผมวาดเป็นรูปหนุมานที่ร่างเสร็จเรียบร้อย ที่ลงลายกระหนก และ ลายกระจังตาอ้อยแบบละเอียดไว้ที่กางเกง ถามว่าเสียดายมไหมผมเสียดายมากครับ กลับกันผมกลับดีใจกว่าเสียใจด้วยซ้ำ เพราะผมอยู่ปี 1 แต่สามารถสร้างงานระดับ ปี 3 ได้ ก็ไม่ธรรมดาแล้วครับ แต่แล้วทางก็ไม่ได้ราบรื่นตลอด เมื่อผมติดเพื่อน ติดเที่ยว และ ติดแฟน จนผมเรียนถึงปี 2 ผมมีลูก ผมกับแฟนก็ต้องดรอปเรียนเพื่อไปเลี้ยงลูก จนเวลาผ่านไป 3 ปี ผมกลับไปเรียนต่อไม่ได้แล้วครับ เนื่องจากเกินเวลาที่ทางโรงเรียนกำหนด แล้วในที่สุดเส้นทางนักศิลปินของผมก็ได้จบลงนับตั้งแต่ผมมีลูกครับ เพราะผมไม่คิดเรียนต่อหรือแม้ที่ฝึกวาดรูปอีกต่อไป
วันนี้ดึกแล้วผมขอหยุดไว้ที่ฝันแรกก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาต่อฝันที่ 2 ให้เพื่อนๆ ได้อ่านและลุ้นตามต่ออีกแน่นอน ฝันผมมันเยอะจริงอะไรจริง ฮ่าๆๆ ยังไงวันนี้ก็ขอให้เพื่อนๆ นอนหลับฝันดีกันทุกๆ คนนะครับแล้วเจอกัน